Maeve Clinic

หน้าเรียว / หน้าใส

Botox / Drip Vitamin / Made / Meso

ฉีดโบท็อกซ์ดีไหม ?

การฉีดโบท็อกซ์ (Botox) จะช่วยรักษาริ้วรอยบนใบหน้า ลดรอยเหี่ยวย่นหน้าผาก หางตา ตีนกา หลัก ๆ คือช่วยลดริ้วรอยที่เกิดจากการแสดงอารมณ์ต่าง ๆ ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์มากขึ้น

นอกจากนี้การฉีดโบท็อกซ์ยังช่วยในการปรับรูปหน้า ลดกรามโดยให้กล้ามเนื้อกรามมีขนาดเล็กลง กระชับกรอบหน้า ช่วยให้หน้าเรียว และยังสามารถนำโบท็อกซ์มาฉีดลดขนาดกล้ามเนื้อแขน กล้ามเนื้อน่องได้ด้วย

ติดต่อเรา

ตัวยาโบท็อกซ์มีกระบวนการออกฤทธิ์อย่างไร ?

โบท็อกซ์เป็นโปรตีนบริสุทธิ์ เมื่อฉีดเข้าสู่บริเวณกล้ามเนื้อจะแยกเป็น 2 ส่วน คือ

  • ส่วนที่ถูกดูดซึมเข้าไปเก็บไว้ในเซลล์ประสาท เป็นส่วนที่จะออกฤทธิ์และถ้าส่วนนี้มีความเข้มข้นสูงก็จะทำให้โบท็อกซ์อยู่ได้นานขึ้น การทำงานของโบท็อกซ์จะไปรบกวนการทำงานของระบบประสาท มีผลทำให้มัดกล้ามเนื้อทำงานลดลงชั่วคราว ผิวหนังก็จะตึงขึ้น ไม่เกิดรอยพับ
  • ส่วนที่ไม่ถูกดูดซึม ส่วนนี้จะปลิวไปตามกระแสเลือดในระยะเวลาไม่เกิน 1 ชม. หลังฉีด และถูกขับออกไปโดยไม่ส่งผลต่อเซลล์อื่นในร่างกาย

*หลังจากนั้นโบท็อกซ์ก็จะค่อย ๆ ออกฤทธิ์กับกล้ามเนื้อจนเห็นผลชัดเจน และสลายไปเอง 100% ไม่มีสารตกค้าง ตามระยะเวลาของโบท็อกซ์ยี่ห้อนั้น ๆ *

รวมจุดฉีดโบท็อกซ์ฉีดตรงไหน ?

    • โบท็อกซ์ลดกราม
    • โบท็อกซ์ลดริ้วรอย
    • โบท็อกซ์รักแร้
    • โบท็อกซ์ลดเหงื่อ
    • โบท็อกซ์ปีกจมูก
    • โบท็อกซ์ยกหางตา
    • โบท็อกซ์ลิฟหน้า
    • โบท็อกซ์หน้าผาก
    • โบท็อกซ์ยกมุมปาก
    • โบท็อกซ์ตีนกา
    • โบท็อกซ์น่อง
    • โบท็อกซ์คิ้ว
    • โบท็อกซ์กระชับรูขุมขน
    • โบท็อกซ์ลดโหนกแก้ม
    • โบท็อกซ์แขน
    • โบท็อกซ์ไมเกรน
    • โบท็อกซ์ออฟฟิศซินโดรม

ฉีดโบท็อกซ์ ยี่ห้อไหนดี ? แล้วมียี่ห้ออะไรบ้าง ?

โบท็อกซ์มีหลายยี่ห้อจากหลายประเทศ ยี่ห้อของโบท็อกซ์หลัก ๆ ได้แก่

  • โบท็อกซ์เกาหลี 

Nabota
Aestox

  • โบท็อกซ์อเมริกา

Allergan

  • โบท็อกซ์อังกฤษ

Dysport

  • โบท็อกซ์เยอรมัน

Xeomin

ก่อนฉีดโบท็อกซ์ควรเตรียมตัวอย่างไร ?

  • เลือกใช้โบท็อกซ์แท้เท่านั้น
  • ก่อนฉีดควรให้แพทย์ผสมโบท็อกซ์ให้
  • ดูต่อตรงหน้าทุกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าไม่ได้เจือจางน้ำเกลือมากเกินไป
  • ควรเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานและหมอที่มีประสบการณ์
  • ไม่ควรฉีดโบท็อกซ์เกิน 300 ยูนิต ต่อครั้ง
  • ระหว่างการฉีดควรประคบด้วยความเย็น เพื่อลดการไหลเวียนของเส้นเลือดรอบ ๆ

หลังฉีดโบท็อกซ์ควรปฏิบัติตัวอย่างไร ?

  • งด นวด กด คลึงบริเวณที่ฉีดและะงดนอนราบ ประมาณ 6-8 ชั่วโมง
  • เคี้ยวหมากฝรั่งประมาณ 40 นาที (กรณีฉีดบริเวณกราม) เพื่อให้กล้ามเนื้อขยับและยาดูดซึมเข้ากล้ามเนื้อได้เร็วขึ้น
  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่อย่างน้อย 48 ชั่วโมง
  • งดคอร์สนวดหน้า ซาวน์หน้าหรือเลเซอร์หน้า ที่ใช้ความร้อน 2 สัปดาห์

เมโสแฟต คืออะไร ?

การฉีดตัวยาที่ช่วยสลายไขมันลงในชั้นไขมัน เป็นวิธีการลดไขมันและลดเซลลูไลท์เฉพาะจุดแบบไม่ต้องผ่าตัด เพื่อช่วยลดและกระชับสัดส่วนให้ได้รูปตามต้องการ ตัวยาช่วยให้ไขมันแตกตัว หรือสลายตัว หลังจากนั้นไขมันจะถูกขับออกทางระบบขับถ่าย ทำให้ไขมันบริเวณที่ฉีดลดลง

ติดต่อเรา

เมโสแฟต ออกฤทธิ์อย่างไร ?

  • Artichoke extract (Cynara scolymus) ทำหน้าที่กระตุ้นการสังเคราะห์ coenzyme ในกระบวนการ anabolism ลดเนื้อเยื่อไขมัน ลดการสังเคราะห์กรดไขมัน เหมาะกับคนที่น้ำหนักตัวเกิน ต้องการลดไขมันเฉพาะจุด ฉีดลดแก้ม หรือต้องการลดเซลลูไลท์
  • Mesostabyl (Polyunsaturated phosphatidylcholine) ทำหน้าที่กระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ lipase, ลดการสร้าง triglyceride ยับยั้งการสร้าง cholessterol ในเนื้อเยื่อ
  • L-carnitine ทำให้ร่างกายดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานมากขึ้น เปลี่ยนไขมันเป็นพลังงาน (fat burn)

เมโสแฟต ฉีดตรงไหนได้บ้าง ?

เมโสแฟต สามารถฉีดสลายไขมันได้หลายจุด ที่นิยมคือการฉีดลดไขมันหน้า ฉีดสลายไขมันแก้ม ใต้คาง เหนียง จะช่วยปรับรูปหน้าให้ดูเรียวขึ้น และจุดอื่นๆ ที่สามารถฉีดสลายไขมันได้เช่นกัน ได้แก่ หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา น่อง สะโพก

สามารถฉีดเมโสแฟตร่วมกับการฉีดโบท็อกซ์ได้ ช่วยลดไขมันและกล้ามเนื้อ เพื่อให้ได้รูปหน้าและรูปร่างที่สวยงาม ดูกระชับมากยิ่งขึ้น

เมโสแฟต ข้อดี

  • หลังฉีดไม่ต้องพักฟื้น
  • บวมช้ำน้อย (อาจบวมเป็นปริมาณยาได้ ใน 3 – 4 ชั่วโมงแรก)
  • ใช้เวลาในการฉีดไม่นาน
  • เห็นผลเร็ว
  • ปลอดภัยสูง
  • ราคาไม่แพง

สรุปข้อดี ของการฉีด Meso fat คือ ช่วยขจัดไขมันส่วนเกิน ทั้งบริเวณใบหน้าและอวัยวะอื่นๆ ให้ได้สัดส่วนที่ต้องการอย่างรวดเร็ว เหมาะกับคนที่ไม่อยากผ่าตัดและไม่มีเวลาพักฟื้น

เมโสแฟต ข้อเสีย

ข้อเสียการฉีด Meso fat คือ ไม่สามารถเห็นผลได้ทันทีเหมือนการดูดไขมัน ต้องอาศัยระยะเวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ จึงจะเห็นผลลัพธ์ของตัวยาที่ฉีดเข้าไป และผู้ที่มีปริมาณไขมัน มากอาจจะต้องมีการฉีดย้ำหลายครั้งประมาณ 4-5 ครั้ง ขึ้นไป จึงจะเห็นผลที่ชัดเจน ทั้งนี้ควรให้แพทย์ประเมินว่าปริมาณไขมันในจุดนั้น เหมาะกับการฉีดเมโสแฟตหรือไม่

ข้อปฏิบัติและข้อห้ามหลังฉีดเมโสแฟตแก้ม/เหนียง

  1. หลังทำเมโสแฟตแก้มไม่ควรกดหรือนวดในบริเวณที่ฉีด ตัวยาจะค่อยๆซึมยุบไปเอง
  2. ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 2 ลิตร การดื่มน้ำจะช่วยให้ไขมันถูกขับออกจากร่างกายได้มากขึ้น
  3. เปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหาร เพื่อไม่ให้ไขมันกลับมาอีก
  4. หลังทำแฟตแก้มควรหลีกเลี่ยงการอบซาวน่า นวดหน้า หรือทำเลเซอร์อย่างน้อย 1 สัปดาห์
  5. หลังจากทำแฟตแก้มควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์

ฉีดเมโสหน้าใส คืออะไร ?

เมโสหน้าใส (Mesotherapy) เป็นการรักษาทางคลินิกความงามที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ซึ่งมุ่งเน้นในการปรับปรุงสภาพผิว หน้าให้ดูสดใสและเรียบเนียนขึ้น วิธีการรักษานี้จะใช้เข็มขนาดเล็กฉีดสารยาส่วนผสมทั้ง วิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหารลงสู่ชั้นผิวหนัง โดยตรงเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและฟื้นฟูสภาพผิว การทำเมโสหน้าใสช่วยลดริ้ว รอยเล็กๆ จุดด่างดํา และความหมองคลํ้าของผิวหน้า ผลลัพธ์ที่ได้จะทําให้ผิวดูอ่อนเยาว์และสุขภาพดีขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ

ติดต่อเรา

เมโสหน้าใส มีกี่แบบ ?

เมโสหน้าใส สามารถแบ่งได้เป็น 2 แบบตามลักษณะการใช้งาน เช่น

1. แบบทา
เมโสหน้าใสแบบทา เป็นการทาครีมหรือเซรั่มบำรุงผิวที่ให้ผลลัพธ์เหมือนกับการทาครีมทั่วไป ต้องรอให้ผิวดูดซึมตัวยา ใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล ประสิทธิภาพจะต่างจากเมโสแบบฉีด

2. แบบฉีด
เมโสหน้าใสแบบฉีด จะดูดซึมวิตามินได้ดีกว่าการทาครีม เพราะเป็นการฉีดวิตามินที่มีประโยชน์เข้าสู่ผิวโดยตรง ทำให้ออกฤทธิ์ไวและเห็นผลลัพธ์เร่งด่วน

นอกจากนี้ เมโสหน้าใสแบบฉีด ยังแบ่งเป็นสูตรต่าง ๆ เพื่อให้แพทย์เลือกใช้ให้เหมาะกับปัญหาและสภาพผิวของคนไข้ ดังนี้

  • แบบฉีดหน้าขาวใส มีส่วนผสมของวิตามินต่าง ๆ เช่น Vitamin A B C E, Transamin, Glutathione ช่วยแก้ปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำ ทำให้หน้าขาวใส
  • แบบฉีดเน้นหน้าใส มีส่วนผสมของคอลลาเจน และโคเอนไซม์ เป็นหลัก ช่วยแก้ปัญหาผิวแห้ง เพิ่มความชุ่มชื้น กระชับรูขุมขน
  • แบบฉีดลดสิว-ผื่น มีส่วนผสมของคอลลาเจน ช่วยให้ต่อมไขมันทำงานลดลง ลดการอักเสบ ขับสารพิษ แก้ปัญหาสิว ผิวเป็นผื่นแพ้  ซึ่งเมโสยี่ห้อที่มีจุดเด่นด้านนี้คือ มาเด้ คอลลาเจน

เมโสหน้าใส ช่วยอะไรได้บ้าง ?

  • ฟื้นฟูผิวจากภาวะผื่นแพ้และสิว
  • ลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน ช่วยให้ผิวหน้ากระจ่างใส
  • ช่วยให้ผิวแข็งแรง ชุ่มชื้น
  • ลดฝ้า กระ กระชับรูขุมขน
  • เสริมสร้างคอลลาเจน

ฉีดเมโสหน้าใส มีอะไรบ้าง ?

  1. เมโสสิว เป็นการฉีดเมโส เพื่อรักษาสิว ลดการอักเสบและบวมแดงของผิว ช่วยป้องกันการเกิดสิวใหม่
  2. เมโสฝ้า เป็นการฉีดเมโส เพื่อชะลอการกระจายตัวของฝ้า และช่วยให้ฝ้าจางลง
  3. Meso White คือ การทำ Meso หน้าใสเหมือนกัน ช่วยลดจุดด่างดำ ปรับสีผิวให้ขาวกระจ่างใส แต่ละคลินิกจะมีสูตรตัวยาเฉพาะที่ต่างกัน

ฉีดเมโสหน้าใส มีข้อดี-ข้อเสีย

ข้อดีของการฉีดเมโสหน้าใส

ช่วยให้สภาพผิวหน้าดีขึ้น แข็งแรงขึ้น
ช่วยให้ผิวหน้าขาวใสอย่างปลอดภัยและดูเป็นธรรมชาติ
เห็นผลลัพธ์ไวกว่าการทาครีม

ข้อเสียของการฉีดเมโสหน้าใส

ผลลัพธ์ไม่ถาวร คงผลลัพธ์อยู่ได้นาน 1-2 เดือน หากฉีดต่อเนื่อง จะช่วยให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานขึ้น
หากไม่ได้ฉีดกับหมอที่มีประสบการณ์สูง รู้เทคนิคการฉีดที่ถูกต้อง อาจทำให้เกิดแผลบนใบหน้าและอักเสบเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้

ข้อห้าม และการดูแลตัวเองหลังฉีดเมโสหน้าใส

  • งดกด นวดผิวบริเวณที่ทำ
  • งดทาครีมบริเวณรอยเข็ม 1 คืน เพื่อป้องกันการระคายเคือง
  • หากเกิดรอยแดง รอยช้ำจากเข็มบริเวณที่ฉีด สามารถประคบเย็นได้ตามคำแนะนำของแพทย์
  • แนะนำให้อยู่ในอากาศเย็น ช่วยลดการบวมเข็มได้
  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมทำร้ายผิว เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่
  • ควรทาครีมกันแดดที่มี SPF 50 PA ขึ้นไป เพื่อปกป้องผิว ไม่ให้ผิวคล้ำเสีย
  • รับประทานผักและผลไม้ เพื่อเสริมสร้างวิตามิน
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว

ฉีดวิตามินผิวใส คืออะไร ?

ฉีดวิตามินผิวใส คือ การฉีดตัวยาที่มีส่วนผสมของวิตามิน และแร่ธาตุต่าง ๆ เข้าไปในผิว โดยมีตัวยาที่ออกฤทธิ์หลักเป็นวิตามินซี (Vitamin C) หรือกรดแอสคอร์บิก (Ascorbic Acid) ซึ่งเป็นวิตามินที่มีประโยชน์และจำเป็นต่อร่างกาย มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างภูมิต้านทาน ต่อต้านอนุมูลอิสระ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ช่วยฟื้นฟูผิว และซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

ติดต่อเรา

ฉีดวิตามินผิว ดีอย่างไร ?

  • เสริมสร้างคอลลาเจน เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิว
  • ลดการเกิดเม็ดสี ช่วยให้ผิวขาวใส
  • เสริมสร้างการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระ
  • กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน บรรเทาอาการหวัด และภูมิแพ้
  • ลดความอ่อนเพลีย ให้ร่างกายสดชื่น
  • บำรุงผิวให้แข็งแรง สุขภาพดี

ฉีดวิตามินผิว ช่วยอะไรได้อีกบ้าง ?

  • เสริมภูมิคุ้มกัน
    วิตามินผิว จะช่วยฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง ทำให้ร่างกายสดชื่น ไม่อ่อนเพลียง่าย ปกป้องผิวจากมลภาวะและสารพิษต่าง ๆ เสริมสร้างภูมิต้านทาน ช่วยป้องกันหวัด บรรเทาอาการภูมิแพ้
  • ลดเม็ดสี
    ตัวยาวิตามิน จะเข้าไปลดการสร้างเม็ดสี หรือเมลานิน (Melanin) ซึ่งเป็นสาเหตุของความหมองคล้ำ ช่วยฟื้นฟูผิวที่อ่อนแอ แห้งกร้าน ให้กลับมาผิวขาวใส จุดด่างดำและริ้วรอยจางลง
  • ปกป้องเซลล์ผิว
    การฉีดวิตามินผิว ช่วยปกป้องเซลล์ผิวให้แข็งแรง ต่อต้านอนุมูลอิสระ เมื่อเซลล์แข็งแรง ผิวก็จะมีสุขภาพดีขึ้นจากภายในสู่ภายนอก ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล ดูกระจ่างใส

ฉีดวิตามินผิวใส เหมาะกับใคร ?

  • ผู้ที่มีผิวคล้ำเสีย แห้งกร้าน ไม่สดใส
  • ผู้ที่มีปัญหาผิวแพ้ง่าย ต้องการบำรุงผิวให้แข็งแรง
  • ผู้ที่ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย ไม่มีเวลาดูแลตัวเอง
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นภูมิแพ้ เป็นหวัดบ่อย
  • ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูร่างกาย และสภาพผิวอย่างเร่งด่วน
  • ผู้ที่ไม่อยากทาครีม ต้องการผลลัพธ์ไวกว่าการทาครีม

มีข้อดี-ข้อเสีย อย่างไร ?

ข้อดี

วิตามินซึมเข้าสู่ผิวโดยตรง เห็นผลไวกว่าการทาครีมหรือการรับประทานผัก ผลไม้ อาหารเสริม
ขั้นตอนการทำไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องพักฟื้น
มีความปลอดภัยสูง ไม่ทิ้งสารตกค้าง

ข้อเสีย

ผลลัพธ์อยู่ได้ 1-2 เดือน สามารถฉีดซ้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจน

ข้อควรรู้และการปฏิบัติตัวก่อนฉีดวิตามินผิวใส

  • ศึกษาข้อมูลที่จำเป็น เช่น การเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน และดูรีวิวที่น่าเชื่อถือ ประกอบการตัดสินใจ
  • ควรเข้าพบแพทย์ เพื่อรับคำปรึกษาและให้แพทย์ประเมินสภาพผิว พร้อมเลือกสูตรวิตามินที่เหมาะสมกับการแก้ปัญหา
  • หากมีประวัติการแพ้ยา หรือโรคประจำตัว ควรแจ้งให้แพทย์ทราบทุกครั้งก่อนฉีด

หลังฉีดวิตามินผิว ควรปฏิบัติตัวอย่างไร ? มีข้อห้ามอะไรบ้าง ?

  • หลีกเลี่ยงการนวด เช็ดถูหรือเกาบริเวณที่ฉีด เพราะอาจเกิดการระคายเคือง
  • หลีกเลี่ยงแสงแดด หากต้องออกแดด ควรทาครีมกันแดดที่มี SPF 50 ขึ้นไป เพื่อปกป้องผิวจากแสงแดด
  • งดสูบบุหรี่ เพื่อป้องกันการรบกวนกระบวนการออกฤทธิ์ของวิตามิน
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น บำรุงผิวให้ใสจากภายในสู่ภายนอก
  • หากมีอาการบวมแดงไม่หาย 1-2 วัน ควรติดต่อแพทย์ เพื่อประเมินอาการและทำการรักษาต่อไป

มาเด้คอลลาเจน คืออะไร ?

มาเด้ คอลลาเจน (MADE Collagen) เป็นการรักษาทางคลินิกความงามที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ซึ่งมุ่งเน้นในการฟื้นฟูและบำรุงผิวให้ดูสุขภาพดีและกระจ่างใส การรักษานี้ใช้การฉีดสารประกอบที่มีคอลลาเจนและสารอาหารต่างๆ ทั้ง วิตามิน แร่ธาตุ โดยเฉพาะสารต้านอนุมูลอิสระเข้าสู่ผิวหนังโดยตรง การฉีดมาเด้ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ลดเลือนริ้วรอยและความหมองคล้ำ ช่วยให้ผิวหน้าเต่งตึงและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้คือผิวหน้าดูอ่อนเยาว์และเรียบเนียนขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ

ติดต่อเรา

made collagen ช่วยอะไร ?

มาเด้ คอลลาเจน (made collagen) เป็นศาสตร์การบำรุงผิว แบบโฮมีโอพาธีย์ (HOMEOPATHY) ที่สามารถช่วยแก้ปัญหาผิวหน้า ไม่ว่าจะเป็น ผื่น สิว ฝ้า กระ ริ้วรอย จุดด่างดำ ซึ่งมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากมลภาวะหรือสารพิษที่ตกค้างในผิว

การแพทย์แบบแบบโฮมีโอพาธีย์ มีต้นกำเนิดจากเยอรมัน ค้นพบโดยนายแพทย์ซามูเอล ฮาเนมันน์ (Dr.Samuel Hahnemann) มีกลไกการทำงานดังนี้

  • Detoxification คือการกำจัดสารพิษ ที่เป็นสาเหตุของการเกิดริ้วรอย และปัญหาผิว
  • Metabolism คือการเร่งกระบวนการเผาผลาญ และการไหลเวียนของเลือด ทำให้ผิวฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
  • Nutrients & Cell therapy คือการให้สารอาหาร และ บำบัดรักษาเซลล์ ในจำนวนที่ร่างกายต้องการ จึงทำให้ผิวพรรณมีสุขภาพดีขึ้น
  • Restructuring คือการปรับความสมดุล ช่วยให้ผิวแข็งแรง มีภูมิต้านทานที่ดี ไม่ถูกทำร้ายจากสภาพแวดล้อมหรือมลภาวะได้ง่าย

การดูแลตนเองหลังฉีดมาเด้คอลลาเจน

หลังฉีดมาเด้คอลลาเจน คนไข้สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ในกรณีผิวบอบบาง อาจจะพบรอยแดงหรือตุ่มบริเวณรอยเข็ม แต่จะหายไปเองใน 3-4 ชั่วโมง แนะนำไม่ควรเช็ดถูหรือเกาบริเวณที่ฉีด และล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าในวันแรก หลังจากนั้นสามารถล้างหรือแต่งหน้าได้ตามปกติ

การฉีดเมเด้คอลลาเจนช่วยให้ผิวสุขภาพดี ได้อย่างรวดเร็วก็จริง แต่คนไข้ก็ต้องดูแลตัวเองร่วมด้วย โดยหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำร้ายผิว เช่น การขัดถูผิวหน้าแรง ๆ การแกะสิว บีบสิว ขัดผิว รบกวนผิวอยู่บ่อย ๆ ตากแดดโดยไม่ทาครีมกันแดด หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้ผิวกลับมาเสื่อมโทรมเร็ว

เพื่อคงผลลัพธ์ผิวสุขภาพดีไปนาน ๆ แนะนำ เลี่ยงแสงแดด ดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ

อยาก หน้าเรียว / หน้าใส ควรทำที่ไหนดี

แน่นอนว่าหลายๆคนมักลังเลว่าจะต้องเลือกคลินิกหรือสถานพยาบาลที่ไหนดี ซึ่งไม่ใช่ที่ไหนก็ได้ แต่จะต้องเป็นที่มีมาตรฐานความปลอดภัยมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ความชำนาญและประสบการณ์ การนัดติดตามผลเพื่อเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง นอกจากนี้ปัจจัยอื่นๆ ก็เป็นทางเลือกอีกเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นระยะการเดินทาง ลานจอดรถ สิ่งอำนวยความสะดวก (service care) การรีวิวจากเคสการทำหัตถการจริง เป็นต้น ซึ่งที่ Maeve Clinic เป็นคลินิกที่พร้อมดูแลให้คุณทั้งช่วงระยะการปรึกษาขั้นต้นก่อนทำ หลังทำ โดยคำนึงถึงความสวยงามและความปลอดภัยมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายที่ได้รับมาตรฐานระดับโลก

โดยมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและบุคลากรที่มากประสบการณ์ดูแลคนไข้ ใส่ใจทุกขั้นตอน สวยอย่างปลอดภัย ตอบสนองความต้องการของผู้มาใช้บริการในราคาที่เป็นมิตร และพัฒนาเทคนิคใหม่ๆ ก้าวทันเทคโนโลยีอยู่เสมอ เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับความพึงพอใจสูงสุด

ติดต่อเรา

รวมรีวิว

ช่องทางติดต่อ

Maeve Clinic

22 Soi Vibhavadi Rangsit 16, Chom Phon, Chatuchak, Bangkok 10900